App Thaimart ขึ้นแท่นแอปฟรียอดนิยมบน App Store สะท้อนอะไรกับ E-Commerce ไทย
Thaimart ขึ้นอันดับแอปช็อปปิงยอดนิยมบน App Store สะท้อนโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย และการแข่งขัน E-Commerce ที่อาจไม่ได้วัดกันแค่สงครามราคา
เขียนโดย PointUpCRM Insights — ทีมผลิตภัณฑ์และคอนเทนต์ของ PointUpCRM ผู้ดูแลระบบสะสมแต้มและ CRM บน LINE OA ให้ร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้ารายย่อยในไทย
App Thaimart ขึ้นแท่นแอปฟรียอดนิยมบน App Store สะท้อนอะไรกับ E-Commerce ไทย
กระแสของ Thaimart - Marketplace กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก หลังแอปขึ้นอันดับต้น ๆ บน App Store ประเทศไทย โดยข้อมูลจากหน้า App Store ระบุว่า Thaimart อยู่ในอันดับยอดนิยม #1 หมวดช็อปปิง ณ วันที่ตรวจสอบ
แหล่งข้อมูล: App Store - Thaimart Marketplace
ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจ เพราะ Thaimart ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในฐานะแอปช้อปปิงใหม่ แต่ถูกวางภาพเป็น มาร์เก็ตเพลสของคนไทย เพื่อผู้ประกอบการไทย ในช่วงที่ตลาด E-Commerce ไทยแข่งขันสูง และร้านค้าจำนวนมากกำลังมองหาช่องทางขายที่มีต้นทุนเหมาะสมกว่าเดิม
Thaimart คืออะไร
Thaimart ระบุบน App Store ว่าเป็น marketplace ที่สร้างขึ้นเพื่อคนไทย โดยมีจุดยืนเรื่องการค้าที่โปร่งใสทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ ร้านค้าบนแพลตฟอร์มต้องผ่านการ Verified ก่อนเปิดขาย มีสินค้าจริง มีตัวตนจริง และมีระบบ Return & Refund พร้อมทีม Support เพื่อช่วยดูแลเมื่อเกิดปัญหา
หมวดสินค้าบนแพลตฟอร์มครอบคลุมหลายประเภท เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ของใช้ในบ้าน แฟชั่น สุขภาพและความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ไฟฟ้า กีฬา และหมวดอื่น ๆ
จุดที่ทำให้ Thaimart ถูกจับตา คือการพยายามสร้างพื้นที่ใหม่ให้ร้านค้าไทย โดยไม่ได้สื่อสารเพียงเรื่อง “ซื้อของออนไลน์” แต่สื่อสารเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
ทำไมการขึ้นอันดับของ Thaimart ถึงน่าสนใจ
ในตลาดแอปช้อปปิง การขึ้นอันดับดาวน์โหลดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้เล่นหลักมีทั้งแพลตฟอร์มขนาดใหญ่จากไทยและต่างประเทศที่มีฐานผู้ใช้จำนวนมากอยู่แล้ว
การที่แอปใหม่อย่าง Thaimart สามารถขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ได้ จึงสะท้อนอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ
เรื่องแรกคือ คนไทยเริ่มสนใจแพลตฟอร์มทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่พูดเรื่องผู้ประกอบการไทยและการค้าที่เป็นธรรม
เรื่องที่สองคือ ร้านค้าไทยจำนวนมากอาจกำลังมองหาช่องทางขายที่ลดภาระต้นทุน เพราะการแข่งขันบน E-Commerce ไม่ได้มีแค่การหาลูกค้า แต่ยังมีเรื่องค่าธรรมเนียม ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน และต้นทุนในการทำโปรโมชัน
เรื่องที่สามคือ ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจต้องการสนับสนุนสินค้าไทยและร้านค้าไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าร้านค้ามีตัวตนจริง และมีระบบช่วยดูแลหลังการซื้อ
จุดขายเรื่อง GP 0% อาจเป็นตัวเร่งให้ร้านค้าสนใจ
รายงานจาก Rainmaker ระบุว่า Thaimart ใช้กลยุทธ์เปิดตลาดด้วยการไม่เก็บค่า GP จากร้านค้าในปีแรก ก่อนทยอยปรับเป็น 5% ในปีที่ 2, 8% ในปีที่ 3 และ 10% ในปีที่ 4 เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการในช่วงเริ่มต้น
แหล่งข้อมูล: Rainmaker - Thaimart Thailand E-Commerce GP 0%
สำหรับร้านค้า เรื่อง GP เป็นประเด็นใหญ่มาก เพราะแม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าต้นทุนค่าธรรมเนียมสูงเกินไป ร้านอาจเหลือกำไรน้อยลง
ดังนั้น การเปิดตัวด้วยเงื่อนไขที่ช่วยลดต้นทุนให้ร้านค้า จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากหันมาสนใจ โดยเฉพาะร้านเล็ก ร้าน SME และแบรนด์ไทยที่ยังไม่มีงบการตลาดมากพอจะแข่งขันกับรายใหญ่
ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มขายของ แต่คือการสร้าง Ecosystem
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Thaimart ไม่ได้วางตัวเป็นเพียงช่องทางขายสินค้า แต่กำลังพยายามสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมร้านค้า ผู้บริโภค และครีเอเตอร์เข้าด้วยกัน
Rainmaker รายงานว่า Thaimart เตรียมเปิดระบบ Affiliate ภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักรีวิวสามารถสร้างรายได้จากการแนะนำสินค้า โดยมองว่า Creator Economy จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Social Commerce
แหล่งข้อมูล: Rainmaker - Thaimart Affiliate
ถ้าระบบนี้ทำได้จริง ร้านค้าจะไม่ได้พึ่งแค่การลงสินค้าแล้วรอลูกค้าเข้ามาซื้อ แต่สามารถใช้คอนเทนต์ รีวิว และเครือข่ายของครีเอเตอร์ช่วยกระจายสินค้าได้มากขึ้น
นี่คือทิศทางที่น่าสนใจ เพราะ E-Commerce ยุคใหม่ไม่ได้แข่งกันที่ราคาถูกอย่างเดียว แต่แข่งกันที่ความน่าเชื่อถือ คอนเทนต์ คอมมูนิตี้ และการทำให้ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจก่อนตัดสินใจ
บทเรียนสำหรับร้านค้าไทย
กระแสของ Thaimart สะท้อนว่า ร้านค้าไทยไม่ควรมอง E-Commerce เป็นแค่การนำสินค้าไปลงขายบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเท่านั้น
สิ่งที่ร้านควรคิดมากขึ้นคือ
- ร้านมีช่องทางขายมากกว่าหนึ่งช่องทางหรือยัง
- ร้านมีฐานลูกค้าของตัวเองหรือไม่
- ร้านสื่อสารจุดเด่นของสินค้าไทยได้ชัดแค่ไหน
- ร้านมีข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปทำการตลาดต่อหรือไม่
- ร้านสามารถทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้อย่างไร
เพราะแม้แพลตฟอร์มใหม่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า แต่ร้านค้าที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือร้านที่ใช้โอกาสนี้สร้างฐานลูกค้าของตัวเองต่อ ไม่ใช่พึ่งยอดขายจากแพลตฟอร์มอย่างเดียว
ตลาด E-Commerce ไทยอาจไม่ได้แข่งกันแค่ราคาอีกต่อไป
ในช่วงที่ผ่านมา การแข่งขันของ E-Commerce มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของโปรโมชัน ส่วนลด ส่งฟรี หรือแคมเปญเลขคู่ต่าง ๆ
แต่การมาของ Thaimart ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า ตลาดอาจเริ่มมีพื้นที่สำหรับแพลตฟอร์มที่ชูเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
แน่นอนว่า การขึ้นอันดับดาวน์โหลดเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ แพลตฟอร์มจะรักษาผู้ใช้งานได้มากแค่ไหน ร้านค้าจะขายได้ต่อเนื่องหรือไม่ ระบบหลังบ้านจะรองรับการเติบโตได้ดีเพียงใด และผู้บริโภคจะกลับมาใช้ซ้ำหลังจากกระแสเปิดตัวผ่านไปหรือไม่
สรุป
การที่ Thaimart ขึ้นมาอยู่ในอันดับยอดนิยมบน App Store หมวดช็อปปิง ไม่ได้เป็นแค่ข่าวของแอปใหม่ แต่สะท้อนว่าผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยกำลังสนใจทางเลือกใหม่ในตลาด E-Commerce
จุดขายเรื่องความเป็นธรรม ร้านค้าผ่านการตรวจสอบ ระบบคืนเงิน/คืนสินค้า การลดภาระ GP และแนวคิดการเชื่อมร้านค้ากับครีเอเตอร์ อาจทำให้ Thaimart กลายเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าจับตาในตลาดไทย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลังจากนี้คือ การเปลี่ยนกระแสดาวน์โหลดให้กลายเป็นการใช้งานจริง การซื้อซ้ำ และความเชื่อมั่นระยะยาว
สำหรับร้านค้าไทย บทเรียนสำคัญคือ อย่ารอให้แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งช่วยขายเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ทุกช่องทางเป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์ เก็บฐานลูกค้า และทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำในระยะยาว
สมัครใช้งาน PointUpCRM เพื่อเริ่มเก็บฐานลูกค้าและทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ที่ ดูแพ็กเกจราคา PointUpCRM
แหล่งอ้างอิง
หมายเหตุ: อันดับ App Store เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แนะนำให้ตรวจสอบอันดับล่าสุดก่อนเผยแพร่จริง