ธุรกิจร้านอาหาร··อ่าน 32 นาที

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สะท้อนอะไรกับร้านอาหารรายย่อย

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สะท้อนพฤติกรรมลูกค้า โอกาสของร้านอาหารรายย่อย และการเปลี่ยนยอดขายช่วงโปรให้เป็นลูกค้าประจำ

เขียนโดย PointUpCRM Insightsทีมผลิตภัณฑ์และคอนเทนต์ของ PointUpCRM ผู้ดูแลระบบสะสมแต้มและ CRM บน LINE OA ให้ร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้ารายย่อยในไทย

สรุปสั้น ๆ: โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สะท้อนว่าลูกค้ายังพร้อมใช้จ่ายหากรู้สึกคุ้มค่า ร้านอาหารรายย่อยจึงควรใช้ช่วงยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากโครงการเก็บฐานลูกค้าผ่านระบบสมาชิกและสะสมแต้ม เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำหลังโครงการจบลง

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สะท้อนอะไรกับร้านอาหารรายย่อย

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สะท้อนอะไรกับร้านอาหารรายย่อย

กระแส ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเรื่องมาตรการรัฐช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพสำคัญของธุรกิจร้านอาหารรายย่อยว่า ลูกค้ายังพร้อมใช้จ่าย หากร้านทำให้การซื้อครั้งนั้น “คุ้มค่า สะดวก และรู้สึกตัดสินใจง่าย”

สำหรับร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม คาเฟ่ ร้านข้าวแกง ร้านตามสั่ง หรือร้านเล็กในชุมชน โครงการลักษณะนี้อาจช่วยเพิ่มยอดขายในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ

เมื่อลูกค้าเข้าร้านเพราะสิทธิ 60/40 แล้ว ร้านจะทำอย่างไรให้ลูกค้าคนนั้นกลับมาอีก หลังโครงการจบลง?

นี่คือมุมที่ร้านรายย่อยควรเรียนรู้จากข่าวนี้

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 คืออะไรในมุมเจ้าของร้าน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ภาครัฐระบุว่า โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการ 60% ส่วนประชาชนจ่ายเอง 40% ผ่าน G-Wallet ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมมีทั้งร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน และนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

แหล่งข้อมูล: THAILAND.GO.TH - ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ปี 2569

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเปิดให้ร้านอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี โดยเริ่มใช้สิทธิผ่านเดลิเวอรีตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 21.00 น. เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้ร้านอาหารรายย่อย และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น

แหล่งข้อมูล: กรมประชาสัมพันธ์ - ร้านอาหารเข้าร่วมผ่านฟู้ดเดลิเวอรี

ถ้ามองในมุมเจ้าของร้าน สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “รัฐช่วยจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือพฤติกรรมลูกค้าที่เกิดขึ้นจากมาตรการนี้

1. ลูกค้ายังอยากซื้อ แต่ต้องมีเหตุผลให้รู้สึกคุ้ม

โครงการร่วมจ่ายแบบ 60/40 ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า การซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มในช่วงนี้ “คุ้มกว่าเดิม” เพราะจ่ายเองน้อยลง

นี่สะท้อนว่าลูกค้าไม่ได้หยุดใช้จ่ายทั้งหมด แต่ลูกค้าระมัดระวังมากขึ้น และต้องการเหตุผลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ

สำหรับร้านอาหารรายย่อย บทเรียนคือ ร้านไม่จำเป็นต้องลดราคาทุกเมนูตลอดเวลา แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า การกลับมาซื้อกับร้านเรามีความคุ้มค่า เช่น

  • มีเซ็ตเมนูที่คุ้มกว่าซื้อแยก
  • มีของแถมเล็ก ๆ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกดี
  • มีแต้มสะสมหรือคูปองสำหรับใช้ครั้งถัดไป
  • มีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าประจำ
  • มีโปรเฉพาะช่วงเวลาที่ร้านเงียบ

ความคุ้มค่าไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ถูกที่สุด” เสมอไป แต่อาจเป็นความรู้สึกว่า ซื้อร้านนี้แล้วได้มากกว่าแค่สินค้า

ร้านอาหารรายย่อยควรสร้างความคุ้มค่า มากกว่าลดราคาอย่างเดียว

2. ยอดขายช่วงโครงการคือโอกาส ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ข่าวจากภาครัฐระบุว่า การเชื่อมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กับฟู้ดเดลิเวอรี คาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ร้านอาหารรายย่อย เพิ่มยอดขายและรายได้ให้ผู้ประกอบการ รวมถึงช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารในราคาประหยัดได้สะดวกขึ้น

แหล่งข้อมูล: กรมประชาสัมพันธ์ - ฟู้ดเดลิเวอรีไทยช่วยไทย พลัส

แต่สำหรับร้านอาหาร ยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงโครงการอาจเป็นเพียงยอดขายระยะสั้น หากร้านไม่ได้เก็บลูกค้าไว้ต่อ

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ ลูกค้าเข้ามาซื้อเพราะโปร พอโปรหมด ลูกค้าก็หายไป ร้านจึงควรมองช่วงที่มีลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นเป็น “ช่วงเก็บฐานลูกค้า” ไม่ใช่แค่ช่วงเร่งขาย

สิ่งที่ร้านควรทำระหว่างช่วงโครงการคือ

  1. ชวนลูกค้าติดตาม LINE OA ของร้าน
  2. แจกคูปองสำหรับใช้ครั้งถัดไป
  3. ให้ลูกค้าสมัครสมาชิกเพื่อสะสมแต้ม
  4. เก็บข้อมูลว่าเมนูไหนขายดีในช่วงโปร
  5. แยกลูกค้าใหม่กับลูกค้าประจำออกจากกัน
  6. ทำแคมเปญหลังโปรจบ เช่น กลับมาซื้อภายใน 14 วัน รับแต้มพิเศษ

ถ้าร้านทำได้แบบนี้ ลูกค้าที่เข้ามาเพราะโปรรัฐ อาจกลายเป็นลูกค้าประจำของร้านในระยะยาว

3. ร้านเล็กต้องแข่งด้วยความสัมพันธ์ ไม่ใช่แข่งด้วยส่วนลดอย่างเดียว

ร้านอาหารรายย่อยอาจแข่งกับร้านใหญ่เรื่องงบการตลาดได้ยาก แต่ร้านเล็กมีจุดแข็งที่ร้านใหญ่เลียนแบบได้ยาก คือความใกล้ชิดกับลูกค้า

เจ้าของร้านจำหน้าลูกค้าได้ รู้ว่าใครชอบกินอะไร รู้ว่าลูกค้าคนไหนมาช่วงเที่ยงหรือช่วงเย็น และรู้ว่าเมนูไหนขายดีในแต่ละวัน

ถ้าร้านเอาความใกล้ชิดนี้มารวมกับข้อมูลลูกค้า เช่น ประวัติการซื้อ แต้มสะสม คูปอง หรือวันเกิด ร้านจะสามารถทำการตลาดได้แม่นยำขึ้น เช่น

  • ลูกค้าที่ซื้อบ่อย ส่งสิทธิพิเศษให้เป็นลูกค้า VIP
  • ลูกค้าที่ไม่ได้มานาน ส่งคูปองชวนกลับมา
  • ลูกค้าที่ชอบเมนูเดิม ส่งโปรเมนูนั้นให้
  • ลูกค้าใหม่จากช่วง 60/40 ส่งคูปองครั้งถัดไป
  • ลูกค้าเดือนเกิด ส่งคูปองวันเกิดเพื่อสร้างความประทับใจ

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ร้านไม่ต้องลดราคากับทุกคน แต่เลือกให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าที่เหมาะสมได้มากขึ้น

4. ฟู้ดเดลิเวอรีกลายเป็นช่องทางพื้นฐานของร้านอาหาร

การที่โครงการ 60/40 ขยายไปยังฟู้ดเดลิเวอรีสะท้อนว่า พฤติกรรมลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเดินเข้าร้านอีกต่อไป

ลูกค้าอาจรู้จักร้านจากเดลิเวอรี สั่งครั้งแรกเพราะมีสิทธิส่วนลด แล้วถ้าประทับใจ อาจกลับมาสั่งซ้ำหรือแวะมาที่หน้าร้านในอนาคต

ดังนั้นร้านอาหารรายย่อยควรคิดให้ครบทั้ง 2 ช่องทาง

หน้าร้าน

  • มีป้ายชัดเจนว่าร้านเข้าร่วมโครงการหรือมีโปรอะไร
  • วาง QR Code สำหรับติดตาม LINE OA
  • แจกคูปองครั้งถัดไปหลังชำระเงิน
  • ชวนลูกค้าสมัครสมาชิกหรือสะสมแต้ม

เดลิเวอรี

  • ตั้งชื่อเมนูให้อ่านง่าย
  • ถ่ายภาพอาหารให้ชัด
  • ทำเซ็ตเมนูที่คุ้มค่า
  • ใส่การ์ดเล็ก ๆ ในถุงอาหารเพื่อชวนลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
  • ให้ลูกค้าสแกน QR เพื่อรับคูปองหรือสะสมแต้มครั้งถัดไป

ร้านที่เชื่อมหน้าร้านกับเดลิเวอรีได้ดี จะมีโอกาสเก็บลูกค้าได้มากกว่าร้านที่มองแต่ยอดขายรายวัน

เปลี่ยนลูกค้าจากโปรรัฐให้กลายเป็นลูกค้าประจำ

5. ยอดขายเพิ่มไม่ได้แปลว่ากำไรเพิ่มเสมอไป

อีกเรื่องที่ร้านอาหารควรระวังคือ ช่วงที่ยอดขายเพิ่มขึ้น ร้านอาจเผลอมองแค่ยอดขายรวม แต่ไม่ได้ดูว่ากำไรจริงเหลือเท่าไร

ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่า GP เดลิเวอรี และของเสียในแต่ละวัน อาจทำให้ยอดขายที่ดูดี ไม่ได้แปลว่าร้านมีกำไรดีเสมอไป

ข้อมูลจาก Thailand.go.th ระบุว่า กระทรวงการคลังมีการนำระบบ AI ชื่อ “นกกระซิบ” มาเชื่อมกับแอปถุงเงิน เพื่อช่วยผู้ประกอบการคำนวณต้นทุน วิเคราะห์ยอดขาย และตรวจสอบราคาวัตถุดิบ สะท้อนว่าภาครัฐเองก็มองว่า ร้านค้ารายย่อยจำเป็นต้องมีเครื่องมือช่วยบริหารต้นทุน ไม่ใช่ดูแค่ยอดขายปลายทาง

แหล่งข้อมูล: THAILAND.GO.TH - ยอดขายร้านค้ารายย่อยและ AI นกกระซิบ

ดังนั้นร้านอาหารควรเริ่มจดข้อมูลพื้นฐาน เช่น

  • วันไหนขายดีที่สุด
  • เมนูไหนขายดีแต่กำไรน้อย
  • เมนูไหนกำไรดีและลูกค้าสั่งซ้ำ
  • โปรแบบไหนทำให้ยอดขายเพิ่มจริง
  • ลูกค้ากลุ่มไหนกลับมาซื้อซ้ำมากที่สุด

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ร้านตัดสินใจดีขึ้นหลังช่วงกระแสหมดไป

6. ตัวเลขจากโครงการสะท้อนว่าร้านรายย่อยยังมีพลัง

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังที่เผยแพร่ผ่าน Thailand.go.th ระบุว่า ช่วงวันที่ 1-8 มิถุนายน 2569 โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 19,052 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 11,071 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 7,981 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าขนาดเล็กและรายย่อยเข้าร่วมโครงการและมียอดขายแล้ว 950,381 ร้านค้า โดยร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงร้านของชำในชุมชน เป็นกลุ่มที่มียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุด

แหล่งข้อมูล: THAILAND.GO.TH - เงินหมุนเวียนกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ร้านรายย่อยยังเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจชุมชน และเมื่อลูกค้ามีแรงจูงใจในการใช้จ่าย ร้านเล็กก็สามารถรับประโยชน์ได้จริง

แต่ร้านที่จะได้ประโยชน์มากกว่าคือร้านที่ไม่ปล่อยให้ลูกค้าเข้ามาแล้วหายไป

ร้านอาหารรายย่อยควรทำอะไรหลังเห็นกระแส 60/40

ถ้าร้านของคุณได้ลูกค้าเพิ่มจากโครงการหรือจากกระแสโปรลักษณะนี้ แนะนำให้ทำ 7 เรื่องนี้

1. ทำเมนูที่เหมาะกับยอดใช้จ่ายจริง

จัดเซ็ตเมนูที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้ม เช่น ข้าว + น้ำ, เครื่องดื่ม + ขนม, เมนูหลัก + ของทานเล่น เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายและเพิ่มยอดต่อบิล

2. แจกคูปองครั้งถัดไปแทนการลดราคาทันที

แทนที่จะลดราคาทุกครั้ง ร้านอาจแจกคูปองสำหรับใช้ครั้งหน้า เช่น “กลับมาซื้อภายใน 14 วัน รับส่วนลด 20 บาท” วิธีนี้ช่วยดึงลูกค้ากลับมาอีกครั้ง

3. ชวนลูกค้าแอด LINE OA

เมื่อลูกค้าเข้าร้านหรือสั่งเดลิเวอรี ให้มี QR Code สำหรับแอด LINE OA เพื่อรับคูปอง ดูแต้ม หรือรับข่าวโปรโมชัน

4. เริ่มทำระบบสมาชิกแบบง่าย

ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เริ่มจากให้ลูกค้าสมัครสมาชิก สะสมแต้มจากยอดซื้อ และแลกรางวัลเล็ก ๆ ก่อน เช่น เครื่องดื่มฟรี ของหวานฟรี หรือส่วนลดครั้งถัดไป

5. แยกลูกค้าใหม่กับลูกค้าประจำ

ลูกค้าใหม่ควรได้คูปองต้อนรับ ส่วนลูกค้าประจำควรได้สิทธิพิเศษที่ทำให้รู้สึกว่าร้านเห็นคุณค่า เช่น แต้มพิเศษหรือระดับสมาชิก

6. ดูเมนูที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ

อย่าดูแค่เมนูขายดีในช่วงโปร แต่ให้ดูว่าเมนูไหนทำให้ลูกค้ากลับมาซื้ออีก เพราะเมนูนั้นอาจเป็นตัวสร้างฐานลูกค้าระยะยาว

7. วางแผนหลังโครงการจบ

โปรรัฐมีวันเริ่มและวันสิ้นสุด แต่ร้านควรมีแผนต่อ เช่น แคมเปญหลังโปรจบ โปรวันเกิด หรือคูปองสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้กลับมาซื้อนาน

ตัวอย่างแคมเปญที่ร้านเล็กทำต่อได้

แคมเปญ “กลับมาครั้งหน้า ได้แต้มพิเศษ”

หลังลูกค้าซื้อครั้งแรก ให้ลูกค้าสะสมแต้มทันที และถ้ากลับมาซื้อภายใน 14 วัน จะได้รับแต้มเพิ่ม วิธีนี้เหมาะกับร้านอาหารตามสั่ง คาเฟ่ และร้านเครื่องดื่ม

แคมเปญ “สมาชิกใหม่ รับคูปองต้อนรับ”

ลูกค้าที่สมัครสมาชิกครั้งแรกได้รับคูปองส่วนลดหรือของแถมเล็ก ๆ เพื่อสร้างความรู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรก

แคมเปญ “เมนูขายดีประจำสัปดาห์”

ใช้ข้อมูลยอดขายช่วงโครงการมาดูว่าเมนูไหนขายดี แล้วนำมาทำเป็นเมนูแนะนำประจำสัปดาห์ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น

แคมเปญ “ลูกค้าเก่ากลับมา รับสิทธิพิเศษ”

สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้มาซื้อเกิน 30 วัน ร้านสามารถส่งคูปองหรือแต้มพิเศษเพื่อชวนกลับมา

ข้อควรระวัง: อย่าพึ่งโปรอย่างเดียว

โปรหรือโครงการรัฐช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้นก็จริง แต่ถ้าร้านพึ่งโปรอย่างเดียว ลูกค้าอาจซื้อเฉพาะตอนมีส่วนลด และหายไปเมื่อโปรหมด

ร้านจึงควรใช้ช่วงที่กระแสกำลังมาเป็นโอกาสในการสร้างฐานลูกค้า ไม่ใช่แค่ทำยอดขายระยะสั้น

สิ่งที่ควรโฟกัสคือ

  • ลูกค้าคนไหนซื้อซ้ำ
  • ลูกค้าคนไหนมาจากเดลิเวอรี
  • ลูกค้าคนไหนมีโอกาสเป็นลูกค้าประจำ
  • โปรแบบไหนยังมีกำไร
  • ช่องทางไหนทำให้ลูกค้ากลับมามากที่สุด

เมื่อร้านมีข้อมูลเหล่านี้ การทำโปรครั้งต่อไปจะไม่ใช่การเดาสุ่ม แต่เป็นการตลาดที่มีเป้าหมายมากขึ้น

รูปปกบทความควรใช้ภาพแบบไหน

สำหรับบทความนี้ ไม่แนะนำให้คัดลอกรูปจากเว็บข่าวหรือรูปประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐมาใช้ตรง ๆ เพราะอาจติดเรื่องลิขสิทธิ์หรือสิทธิการใช้งาน

รูปปกที่เหมาะสมควรเป็นภาพที่ออกแบบเอง เช่น

  • เจ้าของร้านอาหารกำลังรับชำระเงินผ่านมือถือ
  • ลูกค้าสแกนจ่ายที่หน้าร้านอาหาร
  • ภาพกราฟิก 60/40 + ร้านอาหารรายย่อย
  • ภาพร้านอาหารเล็กพร้อมข้อความ “จากยอดขายช่วงโปร สู่ลูกค้าประจำ”
  • ภาพสไตล์ infographic สีแดงตามแบรนด์ PointUpCRM

ถ้าต้องการใช้ภาพถ่ายจริง สามารถหาได้จากเว็บ stock image เช่น Pexels, Unsplash หรือ Freepik โดยควรตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งานเชิงพาณิชย์ของแต่ละรูปก่อนนำไปใช้

สำหรับไฟล์นี้ได้เตรียมรูปปกและรูปประกอบแบบกราฟิกไว้แล้วในโฟลเดอร์ /images/blog/ เพื่อให้สามารถนำไปวางในเว็บไซต์ได้ทันที

สรุป: 60/40 คือสัญญาณว่า ร้านเล็กต้องเก็บลูกค้าให้เป็น

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สะท้อนว่า ลูกค้ายังตอบสนองต่อความคุ้มค่า และร้านอาหารรายย่อยยังมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้ เมื่อมีแรงกระตุ้นที่เหมาะสม

แต่สิ่งที่ร้านควรคิดต่อคือ หลังจากลูกค้าเข้าร้านเพราะโปรแล้ว จะทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาอีกโดยไม่ต้องรอโปรรัฐครั้งต่อไป

คำตอบคือ ร้านต้องเริ่มเก็บฐานลูกค้า ทำระบบสมาชิก สะสมแต้ม แจกคูปองครั้งถัดไป และใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อทำการตลาดให้ตรงกลุ่มมากขึ้น

เพราะยอดขายช่วงโปรอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ลูกค้าประจำคือสิ่งที่ช่วยให้ร้านอยู่ได้ในระยะยาว

หากคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร คาเฟ่ หรือร้านเครื่องดื่มที่ต้องการเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ PointUpCRM ช่วยให้ร้านเริ่มทำระบบสมาชิกและสะสมแต้มผ่าน LINE OA ได้ง่าย โดยไม่ต้องสร้างแอปเอง

ดูรายละเอียดแพ็กเกจได้ที่ /price


เริ่มเปลี่ยนลูกค้าช่วงโปรให้เป็นลูกค้าประจำกับ PointUpCRM

อยากเก็บฐานลูกค้าที่เข้าร้านช่วงไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ให้กลายเป็นลูกค้าประจำในระยะยาว?

PointUpCRM ช่วยให้ร้านของคุณมีระบบสมาชิก ระบบสะสมแต้ม คูปอง และแคมเปญการตลาดผ่าน LINE OA ได้ในระบบเดียว

เริ่มต้นเพียง 590 บาท/เดือน

ติดต่อ PointUpCRM
โทร: 061-926-4661
เว็บไซต์: https://pointupcrm.com

พร้อมเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของร้านคุณแล้วหรือยัง?

เริ่มต้นใช้ PointUpCRM วันนี้ สร้างระบบสะสมแต้มของร้านคุณได้ภายในไม่กี่นาที

  • ทดลองฟรี 30 วัน
  • ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
  • ยกเลิกได้ทุกเมื่อ